bubble คือช่วงที่แรงกดดัน ICM สูงที่สุด บทความนี้สรุปกลยุทธ์ที่ดีที่สุดของ chip leader, middle stack และ short stack แต่ละแบบ
จุดที่อยู่ก่อนอันดับที่ได้เงินรางวัลพอดี ยกตัวอย่างเช่น ถ้าในผู้เล่น 100 คนมี 15 คนได้เงินรางวัล เมื่อเหลือ 16 คนคือ direct bubble (ตกไปอีกหนึ่งคน = ที่เหลือ 15 คนได้เงินรางวัลทุกคน) ส่วนช่วงก่อนหน้านั้น (17-20 คน) เรียกว่า "ใกล้ bubble" ซึ่งแรงกดดัน ICM จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น
chip leader cover stack อื่นทั้งหมด จึงมีความเสี่ยงที่จะตกในมือเดียวต่ำที่สุด ในทางกลับกัน middle/short stack ถ้า bust จะได้ $0 — เพราะฉะนั้นจึงรับแรงกดดัน ICM จากการบุกของ chip leader มากกว่า
T♦7♣ = มือที่ในภาวะปกติแม้อยู่ BTN ก็อาจโฟลด์ได้
แต่บน bubble Villain (25bb) ไม่สามารถ 3-bet ได้
3-bet ออลอิน → ถ้าโดนคอลก็เสี่ยง bust → Villain จึงต้านทานด้วย premium เท่านั้น
→ แค่ T7o ก็ steal ได้กำไรอย่างสุดขีด
ตำแหน่งที่ยากที่สุดบน bubble โดน chip leader กดดัน และถ้าตายก่อน short stack ก็จะไม่ได้เงินรางวัล
short stack มี $EV ที่จะเสียในเชิง ICM ค่อนข้างน้อย เพราะเสียเปรียบในการแข่งชิงเงินรางวัลอยู่แล้ว
ต้นฉบับ: Upswing Poker, GTO Wizard Blog
เข้าสู่ระบบเพื่อเขียนความคิดเห็น
ที่ final table ทุกการตกรอบสร้าง pay jump เรียนรู้กลยุทธ์ final table ที่อิงกับ ICM
ในทัวร์นาเมนต์แบบ Progressive Knockout (PKO) มูลค่าของ bounty ทำให้ calling range กว้างขึ้นอย่างมาก
ที่ 5-10bb ไม่มี postflop ที่ซับซ้อน แค่รู้ push range ตามตำแหน่งก็พอ
แม้ทุกคนจะมีสแต็กเท่ากันเหมือนแฮนด์แรกของ MTT 200 คน ICM ก็เริ่มเปลี่ยนการตัดสินใจหลังฟล็อปแล้ว โดยเฉพาะบนบอร์ดต่ำแบบเรนโบว์ ผู้เล่น OOP ควรลดการเบ็ตไซซ์กลางลง และขยับไปใช้เช็กกับเบ็ตเล็กมากขึ้น
ICM คือโมเดลที่แปลงชิปทัวร์นาเมนต์เป็นมูลค่าเงินรางวัล เรียนรู้ว่าทำไมการเสียชิปจึงแพงกว่าการได้ชิป
สรุปการตัดสินใจสำคัญที่จำเป็นต่อการ Deep Run ใน MTT ตั้งแต่การขโมยแอนที การป้องกัน BB การ 3-bet ตามขนาดสแต็ก ไปจนถึงการเลือก C-bet อย่างมีเงื่อนไข พร้อมตัวเลขและตัวอย่างมือเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในเกมจริง